ผมจะหา วิสัยทัศน์ ได้อย่างไร? มาดู 10 ขั้นตอนที่ช่วยให้คุณกลายเป็นช่างภาพที่มีความคิดสร้างสรรค์ขึ้น

วันนี้จะเอาเรื่องเกี่ยวกับการสร้างความคิดสร้างสรรค์มาฝากครับ ซึ่งเป็นบทความที่นาย Cole Thompson เขียนไว้ได่น่าอ่านทีเดียว

ผมเชื่อว่าวิสัยทัศน์หรือมุมมองนั้นเป็นสิ่งที่ทำให้ภาพนั้นเป็นภาพที่ยอดเยี่ยม มันเป็นอะไรที่สร้างความแตกต่างระหว่างภาพที่มีเทคนิคยอดเยี่ยม และ ภาพที่ให้อารมณ์ยอดเยี่ยม นั่นมันจะสร้างความแตกต่างให้รูปของคุณ

ภาพที่ดีไม่ได้มาจากอุปกรณ์ที่ดีหรือกระบวนการที่ดี แต่มาจากวิสัยทัศน์ซึ่งจะขับเคลื่อนให้อุปกรณ์นั้นสร้างสิ่งที่น่าอัศจรรย์ออกมาได้ จะเป็นอย่างไรถ้ามีกล้องและเทคนิคที่ดีแต่คุณไม่มีไอเดียหรือวิสัยทัศน์ที่จะถ่าย ?

ถ้าผมต้องเลือกระหว่างอุปกรณ์ที่ดีที่สุดในโลกแต่ไม่มีวิสัยทัศน์ กับ เลือก กล้อง Kodak Brownie แต่มีวิสัยทัศน์

ผมเลือก Brownie

หลายคนถามว่า ผมจะหาวิสัยทัศน์ได้อย่างไร ผมไม่แน่ใจว่าคำตอบของผมจะตอบคำถามทุกคนหรือเปล่า แต่นี่คืออะไรที่ผมค้นพบ

โดนปลุก

หลายปีก่อน ผมได้เข้าร่วมงาน Review Santa Fe ที่ๆภาพของผมจะถูกประเมิน ด้วย เจ้าของแกลอรี่ ผู้ดูแลพิพิธภัณฑ์ สำนักพิมพ์ และ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านนี้

เนื่องจากเป็นการรีวิวครั้งสุดท้ายของวันที่แสนยาวนานนี้ คนที่มารีวิวรีบดูภาพของผม แล้วส่งคืนให้แบบห้วนๆ และพูดว่า “ดูเหมือนว่าคุณจะพยายามลอก Ansel Adams มา”
ผมตอบไปว่าใช่ ผมชอบงานของเขา และ คนรีวิวตอบบางอย่างที่เปลี่ยนชีวิตผมว่า

Ansel ได้ทำอะไรที่เป็น Ansel แล้ว คุณไม่ได้ทำอะไรไปได้ดีกว่าเขาเลย อะไรที่คุณสามารถสร้างเพื่อที่จะแสดงถึงวิสัยทัศน์ที่เป็นเอกลักษณ์ของคุณเอง

hairjook
ผมนี่จุกเลยครับ คำพูดนั้นมันโดนจริงๆ หลังจากนั้นผมก็คิดว่า ผมอยากเป็นที่รู้จักในนามว่า คนที่ลอกเลียนแบบ Ansel Adams ได้ดีที่สุดในโลกหรอ  ผมมีความปราถนาที่สูงกว่านี้ไหม ?

ผมอยากรู้จริงๆว่าถ้าผมมีวิสัยทัศน์จะเป็นอย่างไร ว่าแต่ วิสัยทัศน์มันคืออะไรกันแน่ และผมจะพัฒนามันได้อย่างไร

ผมได้ทำการค้นคว้าหาความหมายของวิสัยทัศน์ แต่ไม่มีอะไรที่เข้าเค้าเลย เจอแต่สไตล์ เทคนิค มันเป็นสิ่งที่เป็นมาตั้งแต่เกิด หรือ สิ่งที่ต้องพัฒนา

และผมก็สงสัยว่า ถ้าผมไม่มีวิสัยทัศน์ล่ะ จะเกิดอะไรขึ้น ผมกลัวว่ามันจะเป็นอะไรบางอย่างที่คุณอาจมี หรือ ไม่มี และบางทีผมไม่มี

และผมหาวิสัยทัศน์ของผมอย่างไร ?

การหาวิสัยทัศน์

ด้วยหลายคำถามที่ไม่มีคำตอบ ไม่รู้จะหาอย่างไรผมก็ลองใช้วิธีตามสัญชาติญาณดังนี้

1) จัดลำดับ Portfolio ของคุณ

ผมได้เลือก 100 ภาพที่ดีที่สุดของผม พิมพ์ออกมา แล้วแยกออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกคือกลุ่มลูกรัก รักมาก อีกกลุ่มคือรูปที่เหลือ ผมต้องตัดสินใจเลือกภาพที่ผมรักจริงๆ ไม่ใช่เพียงแค่มันได้รับคำชมเยอะแยะ ได้รางวัล หรือมันขายดี แม้ว่ารูปที่ผมรัก ไจะไม่มีใครชอบมันเลย ผมก็จะเลือกมัน

2) สร้างพันธะ

ผมตั้งมั่นกับตัวเองว่าต่อไปจะถ่ายรูปเหล่านั้น รูปที่อยู่ในกลุ่มที่ผมรักจริงๆ ก็มีบ่อยที่ผมเขวไปถ่ายรูปที่เป็นที่รักของคนอื่น

3) อย่าดูงานคนอื่น

ผมเริ่มฝึกมัน โดยการหยุดที่จะไม่ดูงานคนอื่น หยุดจมตัวเองอยู่กับวิสัยทัศน์และภาพของคนอื่น

ผมเคยใช้เวลาหลายชั่วโมงมากในการดูภาพคนอื่น และ ลอกสไตล์เขามา แม้แต่ภาพเฉพาะของเขา ผมรู้ว่าจะให้ล้างนิสัยหรือ ภาพเหล่านั้นที่เคยดูมายาก แต่ ผมก็สามารถหยุดที่จะดูภาพเขา แล้วมาจดจ่อกับงานของตัวเองแทนได้

เมื่อผมดูไปในฉาก ผมไม่ต้องการเห็นภาพที่ผ่านสายตาช่างภาพคนอื่น ผมต้องการมองเห็นด้วยตาของผมเอง !!!

4) ลดความซับซ้อนในกระบวนการ

ผมได้ลงมือในภารกิจที่เรียบง่าย เมื่อก่อนผมจดจ่ออยู่กับเทคนิค เดี๋ยวนี้ผมจดจ่อกับความคิดสร้างสรรค์ ผมเคยชอบทุกอย่างที่ไม่จำเป็น เช่น อุปกรณ์ที่เกินความจำเป็น แกดเจ็ต ปลั๊กอิน โปรแกรม โปรเซส และของเล่นอื่นๆอีกมาก ผมได้กลับไปยังพื้นฐานที่เรียบง่ายในการถ่ายภาพ ผมมีเวลามากขึ้น และเตือนใจผมว่า ผมต้องการจดจ่ออยู่กับทักษะความคิดสร้างสรรค์

5) อย่าไปสนใจคำแนะนำ

ผมได้ละเลยคำแนะนำจากเพื่อนที่มีเจตนาดีและ ผู้เชี่ยวชาญ หลายครั้งคำแนะนำเหล่านั้นไม่เคยรู้สึกว่าใช่กับผมเลย ผมได้ยื่นคำขาดระหว่าง ตามคำแนะนำของพวกเขา หรือ ทำตามตัวเอง และสุดท้ายผมก็ตัดสินใจว่า มีแค่ความชอบของผมเท่านั้นที่สร้างงานของผม ให้ดีที่สุดได้ และไม่ว่าจะเชี่ยวชาญขนาดไหน เขาไม่ได้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับวิสัยทัศน์ของผม หรืออะไรที่ผมต้องการหรอก

6) เปลี่ยนความคิดของคุณ

ผมเปลี่ยนความคิดของผมจากช่างภาพเป็นเป็นศิลปิน ผมเคยคิดว่าผมเป็นช่างภาพมาตลอดแต่ผมก็เห็นว่าบทบาทของมันมีจำกัด และความจริงที่ว่าผมอยากจะเป็นศิลปินก็ได้ถูกสร้างขึ้นมาแล้ว

และเพื่อที่จะช่วยให้ผมเปลี่ยนความคิดได้ ผมก็เรียกตัวเองว่าเป็นศิลปิน (รู้สึกหลอกตัวเอง) ผมต้องเล่นจากบทนึ่งไปยังบทหนึ่ง และต้องหยุดการใช้บางคำอีกด้วย เช่น เปลี่ยนจาก “ถ่ายรูปภาพ” เป็น “สร้างรูปภาพ”

มันดูเหมือนเรื่องเล็กๆ และไม่สำคัญ แต่มันช่วยทำให้ผมตะหนักอยู่ตลอดว่าผมต้องการเป็นศิลปินผู้สร้าง

7) พิจารณา แรงจูงใจ

ผมถามแรงจูงใจกับตัวผมเอง เช่น ผมสร้างมันมาทำไม ใครที่ผมอยากให้ชม ผมต้องการอะไรจากภาพถ่าย กำหนดความสำเร็จไว้อย่างไร

มันดูเหมือนว่าวิสัยทัศน์นั้นต้องการความซื่อสัตย์ ถ้าต้องการจะหาวิสัยทัศน์แล้ว คุณต้องซื่อสัตย์กับคำตอบ ที่คุณได้ถามมัน

8) หยุดเปรียบเทียบตัวเอง

หยุดเทียบงานตัวเองกับงานคนอื่น ผมตระหนักว่าเมื่อเปรียบเทียบแล้ว ผมจะเกิดข้อสงสัยในงานของผม และ รู้สึกด้ายค่าลงไป ที่ผมเห็นคือ จุดแข็งของเขา และจุดอ่อนของผม มันเป็นการเปรียบเทียบที่ไม่ยุติธรรมนัก

ผมตัดสินใจว่า ถ้าจุดมุ่งหมายของผมต้องการจะสร้างงานที่ดูที่สุดที่ผมทำได้แล้วละก็ ไม่สำคัญว่างานคนอื่นจะเป็นอย่างไร ผมได้เตือนตัวเองว่า มันไม่ใช่การแข่งขันหรือการประกวด ผมไม่ต้องแข่งกับใครอื่น ผมแข่งกับตัวเอง

9) หยุดสนใจว่าคนอื่นจะคิดอย่างไร

ผมได้ตัดสินใจว่าจะไม่สนใจว่าคนอื่นจะคิดอย่างไร ผมจำได้ว่าเคยสร้างงานเพื่อทำให้คนอื่นพอใจ ตอนนี้ผมออกจากความรู้สึกที่คิดว่าไม่ปลอดภัยแล้ว มันโล่งดีนะ

และท้ายสุดแล้ว มันก็เป็นตัวผม เป็นงานของผม เป็นอะไรที่ผมคิด เมื่อไหร่ที่สนว่าคนอื่นจะคิดอย่างไร ผมก็เป็นแค่ทาส ไม่มีวันเป็นอิสระได้เลย

10) หาแรงบันดาลใจ

ผมอ่านนิยายเรื่อง “The Fountainhead” ของ Ayn Rand อีกรอบ เป็นเรื่องที่ผมอื่านครั้งแรกตอน 17 ปี มันเป็นหนังสือที่มีอิทธิพลมากที่สุดในชีวิตของผม เพราะมันให้ความหวัง ที่ ผมสามารถกลายมาเป็น อิสระที่แท้จริง ที่ผมสามารถคิดถึงตัวเอง และ กำหนดอนาคตผมได้เอง ผมรู้ว่าหนังสือเล่มนี้สามารถสร้างปฏิกิริยาที่กล้าแข็งให้คนทั่วไปได้ ทั้งแง่ดีและไม่ดี แต่มันก็ช่วยเหลืออย่างมากในการหาวิสัยทัศน์ที่แท้จริงของผม

จริงๆแล้วผมได้ทำมันแบบสุ่มสี่สุ่มห้า แต่ผมก็เชื่อว่าถ้าผมได้ฟังความปรารถนาของผม ไล่ตามอะไรที่ผมรัก และตัดเสียงรอบข้องออก ผมจะเรียนรู้อะไรบางสิ่งเกี่ยวกับวิสัยทัศน์ของผม

ผมทำเรื่องนี้มาสองปีและมหลายครั้งที่ท้อแท้ และรู้สึกว่าผมไม่ได้ทำอะไรเลย ผมไม่รู้จริงๆว่าอะไรที่ผมคาดหวังว่าจะเกิดขึ้น บางทีผมคิดว่า ผมได้รับประสปการณ์ที่เปิดหูเปิดตาแล้ว วิสัยทัศน์ก็จะโผล่ออกมาเมื่อมีแรงบันดาลใจ

แต่ก็ไม่เป็นเช่นนั้น

และวันหนึ่งมันก็เกิดขึ้นกับผม : ผมเข้าใจแล้ว เข้าใจว่าวิสัยทัศน์ของผมคืออะไร

มันเป็นความเข้าใจแบบเงียบๆ และหลังจากความกังวลทั้งหมดทั้งปวงแล้ว มันดูเหมือนเรียบง่ายอย่างไม่น่าเชื่อ วิสัยทัศน์ไม่ใช่บางอย่างที่ผมต้องการหรือพัฒนา มันมีมาตลอดที่ผมต้องทำคือต้อง “ค้นพบ” มัน

วิสัยทัศน์คือความเรียบง่ายของผลรวมของประสปการณ์ชีวิตทั้งหมด ซึ่งทำให้ผมมองโลกได้ไม่เหมือนใคร เมื่อผมมองฉาก ผมจินตนาการมันได้อย่างแม่นยำ นั่นคือวิสัยทัศน์ของผม

วิสัยทัศน์ของผมมันมีมาตลอดแต่ถูกทับถมอยู่ จนดูเหมือนมันไม่มี ถูกทับถมโดย ความเห็นของคนอื่น ถูกทับถมโดยความกลัวความล้มเหลว ถูกทับถมโดยการเลีียนแบบคนอื่น และถูกทับถมโดยการสร้างความยอมรับ

แต่ละครั้งที่ผมสร้างมันเพื่อรางวัล เพื่อให้คนอื่นพอใจก่อนที่ตัวเองพอใจ สนใจว่าคนอื่นคิดอย่างไร ความคิดสร้างสรรค์โดยธรรมชาติของผมได้ถูกฝังลงใต้ความคิดคนอื่นจนถูกลืม

ที่น่าสนใจคือ ผมสรุปว่าวิสัยทัศน์เป็นอะไรที่ไม่ต้องทำมากมายกับรูปภาพหรืองานศิลปะมากนัก ที่ต้องทำคือสร้างความมั่นใจ ไม่ยึดติดกับคนอื่น เมื่อผมมั่นใจที่จะทำตามงานของตัวเองแล้ว กดหนดความสำเร็จของตัวเอง ผมได้เป็นอสระเพื่อที่จะทำตามวิสัยทัศน์ โดยปราศจากความกลัวของการปฏิเสธ หรือ ต้องการการยอมรับ

อย่างอื่นี่ผมได้เรียนรู้ในวิสัยทัศน์คือ มันไม่ใช่การมอง หรือสไตล์ มันไม่ใช่การจดจ่อกับวัตถุใดๆ และไม่ใช่การถ่ายที่เกิดจากวิสัยทัศน์แล้วมันต้องดูแตกต่างไปจากเดิม

แต่วิสัยทัศน์คืออิสระที่จะถ่ายในรูปแบบอะไรก็ได้ ทำอะไรก็ได้ที่คุณต้องการ

ถ้าคุณรู้จักผมก่อนที่ผมจะหาวิสัยทัศน์ของผมเจอ คุณก็จะเจอกับตากล้องบ้าเทคนิคคนหนึ่ง ที่ไม่มีความคิดสร้างสรรค์เอาซะเลย เป็นคนที่อยากได้การยอมรับ คนที่นิยามความสำเร็จว่า เป็นเื่องของเงิน ชื่อเสียง เกียรติ และเจอกับคนไม่มั่นใจในตัวเองคนหนึ่งที่ต้องการให้คนอื่นชอบภาพของเขา

โชคดี ที่คนคนนั้นจากไปแล้ว

ขณะที่ผมได้วัจัยเกี่ยวกับวิสัยทัศน์ตัวเองนั้น จริงๆแล้วผมได้ค้นพบว่าตัวเองได้ถูกยินยอมให้เข้าถึงวิสัยทัศน์ที่มีอยู่โดยธรรมชาติของผมอีกครั้ง

Credits: Cole Thompson (ผู้ได้รับรางวัลจากการประกวด Fine Art ใน Colorado), Ongoingpro

 

208,142FansLike
1,364FollowersFollow
651FollowersFollow
3,820SubscribersSubscribe

Related articles