คู่มือการเลือกซื้อคอมพิวเตอร์ สำหรับช่างภาพ

นอกจากกล้องและเลนส์หรืออุปกรณ์ถ่ายรูปแล้ว คอมพิวเตอร์ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่จำเป็นสำหรับช่างภาพหลายท่าน เพราะต้องมีการแต่งภาพ และจัดการไฟล์ จึงต้องเลือกให้เหมาะสม แล้วคำว่าเหมาะสมนี่ต้องดูอะไรบ้าง บทความนี้มีคำตอบ บทความนี้จะพยายามเขียนให้อ่านง่ายคนที่ไม่เชี่ยวชาญด้านไอทีก็สามารถเข้าใจได้

พิจารณาความต้องการของคุณ

ช่างภาพที่ทำงานกับไฟล์ขนาดใหญ่ก็ต้องใช้เครื่องที่แรงกว่าปกติ และเราใช้ Photoshop หลาย layer ไฟล์ขนาดใหญ่ ก็ต้องใช้สเปคที่สูงขึ้นตาม ความเร็วและความแรงที่เพิ่มขึ้น มากับราคาที่แพงขึ้น ควรพิจารณาความต้องการ และดูว่าปกติเรามีพฤติกรรมการใช้งานอย่างไร ก่อนตัดสินใจซื้อเพื่อให้เหมาะกับความต้องการ

1.ขนาดและรูปร่าง

ถ้าคุณซื้อคอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะ (Desktop) สิ่งแรกที่เห็นคือเคสคอมพิวเตอร์ หลายคนเรียกสิ่งที่เห็นว่า CPU แต่จริงๆ CPU คืออุปกรณ์ขนาดเล็กๆ ที่อยู่ในเคสนี้ครับ เคสมีหลายขนาด ถ้าคุณต้องการใส่การ์ดจอหรือฮาร์ดดิสก์หลายลูก ก็ต้องใช้เคสใหญ่ๆหน่อย เพื่อรองรับการใช้งานเหล่านั้น และการ์ดจอแรงๆ หากอุปกรณ์ด้านในยิ่งเยอะก็ต้องมีการจ่ายไฟ(power supply) ที่เพิ่มขึ้น 

และถ้าเป็นโน๊ตบุ๊คจะมีข้อจำกัดในการอัพเกรดภายหลัง การอัพเกรดทำได้ยากและอาจต้องจ่ายสูงกว่าคอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะ แต่ข้อดีคือพกพาสะดวก

การเลือกระหว่างเคสใหญ่เคสเล็ก สำหรับคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะไม่ค่อยมีปัญหาไม่ได้ย้ายไปไหน เอาใหญ่กว่าเผื่ออัพเกรด จ่ายแพงกว่านิดเดียว แต่สิ่งที่ตัดสินใจยากคือการเลือกระหว่างคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะหรือ โน๊ตบุ๊คดีกว่า หากทำงานอยู่บ้านตลอด ออกทริปถ่ายรูปและไม่ต้องรีบแต่งรูปทันที แนะนำแบบตั้งโต๊ะครับ เพราะด้วยราคาเดียวกันมักจะได้สเปคที่สูงกว่า และสามารถอัพเกรดเพิ่มความแรงภายหลังได้สะดวก แต่หากต้องเดินทางบ่อยมาก ไม่ค่อยได้ทำงานที่บ้าน ทำงานไปแต่งรูปไปคงต้องโน๊ตบุ๊ค หรือซื้อทั้งสองอย่างครับ

2. CPU

CPU เป็นหน่วยประมวลผล หรือเปรียบได้ว่าเป็นสมองของคอมพิวเตอร์ มีหน้าที่คิดคำนวน มีผลต่อความแรงและความเร็วของคอมพิวเตอร์ CPU ได้แบ่งระดับคร่าวๆ คือ i9 และ i7 เป็นระดับสูง i5 เป็นระดับกลาง i3 เป็นระดับล่าง

สำหรับการแต่งภาพหากคุณมีงบจำกัด แนะนำ i5 บวกกับแรมที่สูงพอ ก็ถือว่าเพียงพอในยุคปัจจุบัน แต่ถ้างบเหลือก็จัด i7 จะได้สบายใจและเผื่ออนาคตต้องโปรเซสไฟล์ขนาดใหญ่

และแต่ละระดับก็จะมีย่อยลงไปอีก ต่างกันที่ จำนวนความเร็วสัญญาณนาฬิกา และ Gen ยิ่ง Gen ใหม่เท่าไร ระบบการประมวลผลก็จะยิ่งเร็วขึ้นตาม บางครั้ง i5 Gen ใหม่ก็แรงเกือบเท่า i7 Gen เก่าๆ

ควรไปดูความต้องการของโปรแกรมที่เราใช้ด้วย (ดูตัวอย่างความต้องการของPhotoshop)

3. หน่วยความจำ หรือ Ram

ถ้ามองคอมพิวเตอร์คือรถยนต์ เคสเปรียบเสมือนรูปร่างหน้าตา CPU เปรียบเสมือนเครื่องยนต์ และ หน่วยความจำคือถังน้ำมัน น้ำมันจะเป็นตัวกำหนดว่ารถจะไปได้เร็วและไกลเท่าไหร่ ในด้านคอมพิวเตอร์ ยิ่งมีหน่วยความจำมาก ก็สามารถให้คอมพิวเตอร์ประมวลผลได้มาก มันช่วยให้ทรัพยากรแก่ CPU เพื่อใช้ในการประมวลผล

แรมปัจจุบันมีตั้งแต่ 4,8,16,32 GB ในปี 2017-2018 นี้ ผมแนะนำให้ซื้ออย่างต่ำซัก 8 GB สำหรับคนที่ใช้งานหนัก เช่นไฟล์ภาพขนาดใหญ่มาก แนะนำให้ซื้ออย่างต่ำ 16GB ครับ การอัพเกรดเพิ่มหน่วยความจำทีหลังใน PC สามารถทำได้ง่าย แต่ใน Laptop บางรุ่นไม่สามารถอัพเกรดได้หรือทำได้ยากในภายหลัง

4. ฮาร์ดดิสก์

หาก CPU คือรถยนต์ หน่วยความจำคือน้ำมัน ฮาร์ดดิสก์ก็เปรียบเสมือนจำนวนที่นั่ง อาจเป็นรถ 2 ที่นั่งหรือรถบรรทุกที่บรรจุได้มหาศาล มันบรรจุทุกอย่างไม่ใช่แค่ภาพของคุณ แต่เป็นเพลง หนัง ไฟล์ต่างๆในเครื่อง

การเลือกฮาร์ดดิสก์หลักๆดู 2 อย่างคือความจุ และความเร็วในการอ่านเขียน ซึ่งมีผลต่อความเร็วเวลาเรา import หรือ export ภาพหรือส่งย้ายไฟล์ไปยังโปรแกรมต่างๆ 

ฮาร์ดดิสก์หลักๆมี 2 ประเภท แบบจานหมุน HDD(Hard Disk Drive) และ SSD(Solid-State Drive) โดย SSD นั้นมีความเร็วมากกว่าหลายเท่าแต่ราคาก็สูงกว่าด้วย ถ้าคุณซื้อ SSD ความจุ 512GB จะใช้เงินเท่ากับซื้อ HDD 3TB x 2-3 ลูก = 9TB หมายความว่าได้ความเร็วที่มากขึ้นหลายเท่า แต่ได้ความจุที่น้อยกว่าเดิมหลายเท่าเช่นกัน เมื่อเทียบกับ HDD

แล้วควรจะซื้อแบบไหนดีล่ะ? ผมแนะนำว่าซื้อ 2 แบบครับ SSD ซื้อมาประมาณ 256GB ก็พอ เน้นทำไฟล์ภาพในฮาร์ดดิสก์ลูกนี้ และลงระบบปฏิบัติการ เช่น windows ในนี้ สามารถทำให้เครื่องคุณเปิดขึ้นมาไวขึ้นกว่าเดิม เช่นปกติต้องรอ 10 กว่าวินาทีถึงจะเริ่มใช้งานคอมพิวเตอร์ได้ หากลงวินโดวส์ใน SSD จะรอแค่ 4-5 วินาทีเท่านั้น

ไฟล์อื่นๆ ก็ใส่ลงใน HDD ไป และเมื่อสิ้นปีหลายคนจะสำรองข้อมูลภาพลงในฮาร์ดดิสก์เก็บไว้ ควรใช้แบบ HDD เพราะเราเก็บลงไปครั้งเดียว ไม่ได้เปิดใช้งานบ่อยๆ

ในปัจจุบันโน็ตบุคหลายตัวก็มีฮาร์ดดิสก์มาให้ทั้ง 2 แบบ ความจุขึ้นอยู่กับราคา สำหรับคนที่งบน้อยมากๆ ไม่ต้องใช้ SSD ก็ได้เนื่องจากราคาสูงเกินไป หากแรมและ CPU มากพอ การแต่งภาพของคุณจะไม่กระตุก เพียงแค่เสียเวลาโหลดเวลาดึงภาพ,เซฟภาพ และการถ่ายโอนไฟล์ภาพ แต่ถ้ามีก็ช่วยให้ทำงานเร็วขึ้นได้เยอะเหมือนกัน

5. การ์ดจอ

การ์ดจอหลักมี 2 ประเภทคือ ติดมากับเมนบอร์ด ที่เรียกว่า การ์ดจอ onboard กับการ์ดจอแยก ซึ่งโดยการแต่งภาพทั่วไปการ์ดจอออนบอร์ดก็เพียงพอแล้ว แต่ถ้ามีการ์ดจอแรงๆ โปรแกรม Photoshop และ Lightroom ก็สามารถดึงประสิทธิภาพมันมาช่วยทำให้ประมวลผลเร็วขึ้นได้ เช่นตอนใช้ฟังก์ชั่น Blur Gallery ,Smart Sharpen, Perspective Warp, Select and Mask เป็นต้น ซึ่งในคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะสามารถซื้อเพิ่มทีหลังได้

ปัจจุบันในโน๊ตบุ๊คก็สามารถต่อการ์ดจอแยกเพิ่มทีหลังได้ แต่มีราคาสูงมาก เทคโนโลยีที่ช่วยต่อการ์ดจอกับโน๊ตบุ๊คนี้ราคาประมาณหนึ่งหมื่นบาท ไม่รวมการ์ดจอ ดังนั้นควรพิจารณาให้ดีตั้งแต่เลือกซื้อดีกว่า 

แอดมินเคยพยายามหาคำตอบว่าการ์ดจอแยกสำคัญมากแค่ไหนในการแต่งภาพ ผมไปเจอวีดีโอเปรียบเทียบตามคลิปด้านล่างเลยครับ

ผมสงสัยมากว่ามันต่างขนาดนั้นเลยหรอ เลยถอดการ์ดจอแยกออก แล้วพิสูจน์ด้วยตัวเอง แทบไม่เห็นความต่างเลย ผมใช้ PC ที่มี CPU i7, Ram 16GB คาดว่าวีดีโอด้านบนคงทดสอบบนเครื่องที่มีสเปคต่ำ

สรุป

การเลือกซื้อคอมพิวเตอร์สำหรับถ่ายภาพ ควรพิจารณาเน้นเรื่อง CPU และ RAM ให้สูงเข้าไว้ หากงบเหลือเพิ่ม SSD และ การ์ดจอช่วยให้ทำงานเร็วขึ้น และถ้าเป็น PC ขนาดของเคสต้องรองรับกับอุปกรณ์และเผื่ออนาคตไว้ด้วย รวมถึงต้องคำนึงถึง software หรือโปรแกรมต่างๆ บางโปรแกรมใช้ได้เฉพาะบางระบบปฏิบัติการเท่านั้น

เทคโนโลยีถ่ายภาพก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ ไฟล์ภาพขนาดใหญ่ขึ้น วีดีโอความละเอียดมากขึ้น การแต่งภาพ การเก็บข้อมูล คุณควรคิดถึงอนาคตไว้ด้วยเมื่อเลือกซื้อคอมพิวเตอร์ มันคงไม่ดีนัก หากคุณซื้อคอมพิวเตอร์ปีนี้
แล้วปีหน้าจะต้องทำไฟล์ขนาดใหญ่ขึ้นจากกล้องตัวใหม่ของคุณ แล้วเครื่องเกิดกระตุกหรือค้าง แต่ถ้าซื้อจนเกินตัวจนเป็นหนี้และเดือดร้อนก็ไม่ดีเช่นกัน พิจารณาความต้องการของตัวเองให้ดีครับ

หวังว่าบทความนี้คงจะช่วยให้ช่างภาพเลือกซื้อคอมพิวเตอร์มาแต่งภาพได้ดีขึ้นนะครับ ผมพยายามเขียนให้เข้าใจง่าย มือใหม่อ่านรู้เรื่อง หากข้อมูลไม่ลึกมาก ต้องขออภัยด้วยครับ ส่วนการเลือกหน้าจอจะมาเร็วๆนี้ กดติดตามเพจ FOTOFAKA ไว้นะครับ

credits: dps